วันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ฮือฮา! "นร.โข่ง" อายุ 28 ปี เรียนชั้น ป.1


เมื่อเวลา  10.00 น. วันนี้ ( 22 ก.ค.)  ผู้สื่อข่าวรับแจ้งจากชาวบ้านว่า มีหญิงสาวอายุ 28 ปี  ใฝ่เรียนเข้ามาศึกษาชั้น ป.1 ที่โรงเรียนวัดหนองกะธาตุ  หมู่  5 ต.โคกสะอาด อ.หนองแซง   จ.สระบุรี  จึงเดินทางไปตรวจสอบพบนายสมพร  ปากกะพอก  ผู้อำนวยการโรงเรียนหนองวัดกะธาตุ  ซึ่งยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องจริง โดยนักเรียนคนนี้ชื่อนางสาวบุญเรือง หรือเจี๊ยบ  โพธิ์แดง อายุ  28 ปี  เกิดเมื่อวันที่  10 มิถุนายน  2527  มีญาติๆ มาฝากเข้าเรียนโรงเรียนแห่งนี้เมื่อตอนเปิดเทอม วันที่  16  พ.ค.ที่ผ่านมา โดยเรียนอยู่ชั้นป.1. ร่วมห้องเรียนกับเพื่อนๆ ซึ่งเป็นเด็กนักเรียนคนอื่นๆ
ผอ.โรงเรียนบอกว่า สำหรับน้องเจี๊ยบ ก่อนหน้านี้เคยเข้าในเรียนในระดับชั้น ป.1 มาครั้งหนึ่งแล้ว  แต่จู่ๆ ก็หายไปจากโรงเรียน เท่าที่ทราบทางครอบครัวของน้องเจี๊ยบมีปัญหา  พ่อแยกทางกัน ฐานะยากจน มารดาก็ป่วยมีอาการทางจิต   ทำให้น้องเจี๊ยบขาดช่วงไม่ได้เรียนหนังสือ และอ่านหนังสือไม่ออกมาอย่างต่อเนื่อง
 
ด้าน นางกิ่งแก้ว  บุญนิธิสม ครูประชั้น เล่าว่า ตั้งแต่มาเข้าเรียนเกือบ  3เดือน  ขณะนี้น้องเจี๊ยบเริ่มเขียนหนังสือได้ และอ่านออกบ้างแล้ว รวมทั้งผสมตัวอักษรได้ น้องเจี๊ยบเป็นคนร่าเริง  ทุกเช้าจะขี่รถจักรยาน  2ล้อ  ระยะทางประมาณ  2 กม. มาโรงเรียนแต่เช้า ไม่เคยขาดเรียน และชอบช่วยทำความสะอาดห้องและบริเวณโรงเรียน น้องเจี๊ยบมีเพื่อนๆ เยอะมาก เขาตั้งใจเรียนหนังสือและสนุกความสุข และมีใจฝักใฝ่การเรียนเป็นอย่างมาก  แต่เขายังขาดปัจจัยอะไรอีกหลายอย่าง ชุดเนตรนารีก็ไม่มีเหมือนเพื่อนๆ
ขณะที่ น้องเจี๊ยบ บอกว่า "พ่อกับแม่แยกทางกันมานานแล้ว ตอนนี้หนูอยู่กับแม่แค่ 2 คน หนูอยากเรียนหนังสือมาก แม้อายุจะเยอะแล้ว เรียกว่าเป็นเด็กตัวโต หรือเด็กโข่งของห้อง หนูก็ไม่อาย เพราะเพื่อนๆ ก็ดีกับหนู ที่สำคัญหนูอยากเรียนหนังสือ แม้จะต้องเริ่มจากชั้น ป.1 ใหม่ ตอนอายุ 28 ปี ก็ไม่เป็นไร หลังเรียนจบแล้ว ตั้งใจจะไปเรียน กศน. ต่อที่ไหนสักแห่ง ตอนนี้หนูก็เรียนไปด้วย ทำงานรับจ้างไปด้วย เพราะบ้านหนูจน บางครั้งก็ขัดสน อยากให้ผู้ใจบุญยื่นมือมาช่วยเหลือบ้าง แต่ถึงยังไงหนูจะไม่ท้อแท้ จะตั้งใจเรียนให้สูงที่สุด และทำงานหาเงินมาเลี้ยงดูครอบครัว" น้องเจี๊ยบกล่าวอย่างมุ่งมั่น

แหล่งข้อมูล http://www.dailynews.co.th/thailand/137270

เลขากพฐ. ยังไม่รู้ที่มาคลิปนร.ชายดูดหน้าอกเนตรนารี-ชี้ทุกฝ่ายต้องร่วมกันแก้ปัญหา


เลขากพฐ. ยังไม่รู้ที่มาคลิปนร.ชายดูดหน้าอกเนตรนารี-ชี้ทุกฝ่ายต้องร่วมกันแก้ปัญหา

 ผู้สื่อข่าว "ข่าวสด" รายงานว่า ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวถึงภาพหลุดนักเรียนหญิงแต่กายคล้ายชุดเนตรนารี ถอดเสื้อให้นักเรียนชายดูดหน้าอกภายในสถานที่คล้ายห้องเรียน ซึ่งมีผู้นำมาโพสในเว็บไซต์เอ็มไทยดอทคอมโดยตั้งชื่อว่า "เสื่อมหนัก คลิปนักเรียน ม.ต้น เปิดเต้าให้นักเรียนชายดูด" ว่า เบื้องต้นยังไม่ทราบว่าเป็นนักเรียนสังกัด สพฐ.หรือไม่ แต่เหตุการณ์ลักษณะนี้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องร่วมกันรับผิดชอบสร้างวินัย ศีลธรรม ซึ่งเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีให้แก่เยาวชน จะไปกล่าวโทษโยนความผิดโรงเรียนฝ่ายเดียวไม่ได้ เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นตัวบ่งบอกว่าสังคมกำลังอ่อนแอ ดังนั้นสังคมต้องช่วยกันดูแล

 เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อว่า ในส่วนของ สพฐ.อาจเป็นไปได้ว่ายังไม่ได้เน้นศีลธรรมกับนักเรียนมากเท่าที่ควร ฉะนั้นจากนี้คงต้องทบทวนเรื่องการสอนวิชาศีลธรรมในสถานศึกษาอย่างเข้มข้นมากขึ้น อย่างไรก็ตาม สพฐ.ไม่ได้หมายความว่าที่ผ่านมาไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้ เพราะขณะนี้ สพฐ.ได้จัดทำโครงการโรงเรียนดีประจำตำบล หรือโรงเรียนดีศรีตำบล 6,500 โรงอยู่ โดยจะดำเนินการเชื่อมโยงสถาบันศาสนาเข้ากับโรงเรียน เน้นพัฒนาบุคลากรฝ่ายผู้บริหาร ตัวแทนครู ร่วมกับตัวแทนองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ที่เข้ามาช่วยสนับสนุน เพื่อเชิญผู้นำศาสนาเข้ามาช่วยฝึกอบรมพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมให้กับตัวแทน ก่อนขยายผลไปยังครูผู้สอนเพื่อขับเคลื่อนคุณธรรมและจริยธรรมไปสู่ผู้เรียนอย่างเข้มข้นต่อไป โครงการนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการขยายผลไปยังโรงเรียนในเมืองด้วย

แหล่งข่าว  http://www.khaosod.co.th/index.php

 

 

วันพฤหัสบดีที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2555

กระแสแอดมิสชั่นส์ ปี 55 สายสังคม-ภาษาต่างประเทศมาแรง อธิการฯมธ.แนะน.ร.ดูความสามารถ


นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เปิดเผยว่าแนวทางการเลือกคณะในการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาในระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษา หรือแอดมิสชั่นส์ ประจำปีการศึกษา 2555 นี้ ตนคิดว่าเด็กจะพิจารณาเลือกคณะจาก 3 ปัจจัย คือ สาขาที่มีชื่อเสียง การมีงานทำ และคะแนนที่เด็กได้ ซึ่งเชื่อว่าคณะแพทยศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และนิติศาสตร์ จะยังติดโผคณะยอดนิยม แม้อาจจะไม่ใช่คณะที่คนเลือกมากที่สุด ส่วนคณะที่เด็กเลือกมากในปีที่ผ่านมาปีนี้อาจจะมีคนเลือกน้อยเพราะคะแนนสูงขึ้น ในขณะที่คณะที่ไม่นิยมในปีที่แล้วคะแนนก็จะต่ำลง เด็กก็อาจจะไปเลือกเรียนคณะนั้นมากขึ้นได้ในปีนี้ ดังนั้น การที่เด็กเลือกสาขาวิชานั้นๆ จำนวนมากไม่ได้เป็นตัวชี้วัดได้เสมอไปว่าสาขานั้นจะเป็นสาขายอดนิยมที่เด็กชอบจริงๆ รวมถึงต้องดูจากตัวเลขการรับตรงของมหาวิทยาลัยต่างๆ ด้วย เช่น นิติศาสตร์ มธ. รับตรงไปแล้ว 300-400 คน ดังนั้น ยอดรับแอดมิสชั่นส์จะน้อยลง เด็กก็อาจจะสมัครน้อยเพราะเห็นว่าเปอร์เซ็นต์แอดมิสชั่นส์ได้ต่ำ ทั้งนี้การเลือกคณะ สาขาวิชาขอให้นักเรียนดูความสามารถตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นเลือกเรียนในสิ่งที่ชอบเพราะที่ผ่านมาบางคนเรียนตามที่พ่อแม่ชอบ แม้สอบเข้าได้แต่สุดท้ายก็เรียนไม่รอดเพราะใจไม่อยากเรียน

"ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา นิติศาสตร์และบัญชี ยังเป็นคณะที่มีคนเลือกเรียนจำนวนมากเพราะจบแล้วมีงานทำแน่นอน และที่สำคัญเงินเดือนเยอะ ดังนั้น สองคณะนี้จึงมีคะแนนสูงมาโดยตลอด ขณะที่แพทย์มีคนเรียนน้อยลง เพราะช่วงหลังมีปัญหาเรื่องความรับผิดชอบของแพทย์ รวมถึงมีกรณีการฟ้องร้องมากประกอบกับคะแนนค่อนข้างสูง เด็กก็อาจจะไปเลือกในสาขาอื่นและมีบางคณะในสายสังคมศาสตร์ที่คนหันมาเรียนมาขึ้น เพราะมีงานทำค่อนข้างแน่นอน เช่น คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ เป็นต้น ส่วนด้านวารสารศาสตร์นั้นได้รับความนิยมเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันคนนิยมน้อยลงเรื่อยๆ" ประธาน ทปอ.กล่าว

ด้านนายสุขุม เฉลยทรัพย์ ประธานที่ปรึกษา อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต (มสด.) กล่าวว่า การเลือกคณะ สาขาวิชาของนักเรียนนั้น ส่วนหนึ่งจะเลือกตามค่านิยมเดิมๆ คือเลือกคณะยอดนิยม อาทิ คณะแพทยศาสตร์ นิติศาสตร์ เป็นต้น แต่ที่น่าจับตามองคือ หลักสูตรด้านภาษาต่างประเทศ และหลักสูตรอาเซียนศึกษา ความสัมพันธ์ต่างประเทศ รัฐศาสตร์การปกครอง ธุรกิจการบิน ซึ่งปีนี้น่าจะได้รับความนิยมมากเป็นพิเศษเพราะประเทศไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 ซึ่งเด็กที่เข้าเรียนในปีนี้จะจบการศึกษาในปี 2558 พอดี นอกจากนี้ยังมีความต้องการของตลาดแรงงานอย่างปีที่ผ่านมาเกิดปัญหาขาดแคลนครู ทำให้คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ได้รับการดูแลเป็นพิเศษ โดยเฉพาะครูคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และครูประถมวัย ที่สามารถดึงคนเก่งคนดีมาเรียนได้จำนวนมาก

ที่ปรึกษาอธิการบดี มสด.กล่าวต่อว่า นักเรียนที่ยังไม่ได้ตัดสินใจเลือกคณะใดเลยและยังไม่ได้มองถึงอนาคตควรจะต้องเริ่มคิดเพราะเด็กรุ่นนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน รวมทั้งการเข้าร่วมกับประชาคมต่างๆ อีกทั่วโลก ดังนั้นไม่อยากให้เลือกคณะ สาขาวิชาตามรุ่นพี่ ควรต้องมองกระแสปัจจุบันไปถึงอนาคตด้วย ขณะเดียวกันต้องมองที่ความชอบของตัวเองด้วยว่าสามารถเรียนได้หรือไม่ ไม่ใช่ว่าตามกระแสโลกและนึกถึงเฉพาะการมีงานทำเท่านั้น ไม่เช่นนั้นก็จะเรียนอย่างไม่มีความสุข สุดท้ายก็ต้องออกกลางคัน


ที่มา: มติชนรายวัน

สำนักงบประมาณไฟเขียว559ล้านบาทซื้อแท็บเล็ตแจกเด็ก-ครูเพิ่ม

เมื่อวันที่ 19 เมษายน นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยความคืบหน้าโครงการจัดซื้อแท็บเล็ตให้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตามโครงการ One Tablet Pc Per Child ของรัฐบาลว่า ขณะนี้สำนักงบประมาณได้เห็นชอบตามที่ สพฐ.เสนอให้เจียดงบประมาณเงินอุดหนุนรายหัวในส่วนของโครงการเรียนฟรี เรียนดี 15 ปี อย่างมีคุณภาพของปีงบประมาณ 2555 จำนวน 559 ล้านบาท มาจัดซื้อแท็บเล็ตเพิ่มเติมเพื่อให้ครบแจกให้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 566,661 คน และครูอีก 55,000 คน โดยขณะนี้ สพฐ.ได้โอนงบประมาณไปยังกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เพื่อเบิกจ่ายเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งรวมงบประมาณทั้งหมดที่ สพฐ.โอนไปให้ไอซีที 1,741 ล้านบาท




แหล่งข่าว มติชน

วันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ยิ่งเรียนยิ่งโง่

ยิ่งเรียนยิ่งโง่ : ว่ายทวนอารมณ์ โดย ใบตองแห้ง

รัฐมนตรีศึกษาธิการ สุชาติ ธาดาธำรงเวช โดนด่าขรมเพราะจะให้เอา “แป๊ะเจี๊ยะ” ขึ้นโต๊ะเป็นเงินบริจาค บ้างก็ว่าส่งเสริมอภิสิทธิชน คนรวย คนมีอำนาจ ทำให้ลูกคนจนเข้าเรียนไม่ได้ กลายเป็นการคอรัปชั่นอย่างหนึ่ง ฯลฯที่จริงผมไม่เห็นด้วยกับการเอาแป๊ะเจี๊ยะขึ้นโต๊ะ แต่ฝ่ายที่วิพากษ์วิจารณ์ก็สุดขั้วไม่ดูข้อเท็จจริง โรงเรียนส่วนใหญ่ขาดแคลนงบประมาณ “เงินบริจาค” จึงเป็นช่องทางให้เอามาเสริมคุณภาพการเรียนการสอน


เพียงแต่จะจัดการอย่างไรให้ “โปร่งใส” ไม่ใช่ ผอ.งุบงิบรับจากผู้ปกครองโดยตรง ยกตัวอย่าง โรงเรียนมัธยมชายอันดับหนึ่งของประเทศ เขาทำเป็นระบบ สมาคมผู้ปกครองและครูเป็นผู้รับ “บริจาค” ผอ.ไม่เกี่ยวซักสลึง

ถามว่านี่เป็นระบบที่ควรส่งเสริมหรือไม่ ก็ไม่ เพราะถ้าทำกันเอิกเกริกทั่วไปมันก็เละ แต่ถ้าเข้มงวดกวดขันไม่ให้มี “แป๊ะเจี๊ยะ” เลย คุณก็อาจประสบความสำเร็จในการสร้างความ “เสมอภาค” ให้โรงเรียนสวนกุหลาบมีคุณภาพเท่าโรงเรียนมัธยมหนองอีแหนบ

ปัญหามันอยู่ที่ระบบ “เรียนฟรี” แต่รัฐบาลไม่สามารถจ่ายเงินอุดหนุนให้โรงเรียนเพียงพอ และไม่มีทางเพียงพอ (ค่าใช้จ่ายรายหัว มัธยมต้น 3,500 บาทต่อปี มัธยมปลาย 3,800 บาทต่อปี) โดยโรงเรียนไม่สามารถเก็บค่าบำรุงอย่างที่เคยเก็บ ผู้ปกครองบางคนก็หัวหมอ โวยวาย หาว่าไม่ฟรีจริง จะเอาของดีพร้อมฟรีทุกอย่าง อย่าลืมว่ารัฐบาลจ่ายเงินอุดหนุนรายหัวเท่ากัน ไม่ว่าสาธิตเกษตร หรือโรงเรียนหนองหมาว้อ ซึ่งตั้งอยู่กลางทุ่ง ไม่มีห้องแอร์ ไม่มีสระว่ายน้ำ ไม่มีครูฝรั่ง ถ้าฟรีเหมือนกันมันยุติธรรมไหม

ทางออกจึงน่าจะเป็นการ “มีส่วนร่วม” ระหว่างผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง อย่างโรงเรียนลูกผม แค่โรงเรียนเกรดบี ยังต้องขอความร่วมมือผู้ปกครองบริจาคเพิ่มเทอมละ 2-3 พัน ถามว่ามีปัญหาอะไรนักหนา ส่วนใหญ่ก็คนชั้นกลาง ค่าเหล้าค่าบุหรี่ยังมากกว่า แต่พอจะใช้เพื่อการศึกษาของลูกกลับโวยวาย

แต่ถ้าทำอย่างนี้แล้ว โรงเรียนก็ต้อง “เปิดประชาธิปไตย” ให้ผู้ปกครองรับรู้ค่าใช้จ่ายและแนวทางพัฒนาคุณภาพ ผู้บริหารต้องทำงานเป็น ไม่ใช่ ผอ.เจ้ายศเจ้าอย่าง คุณนายระเบียบ ชอบแต่โชว์โฉมในงานพิธี

ในชนบทมีปัญหาไปอีกแบบ คือมีโรงเรียนประถมขนาดเล็กกระจายอยู่แทบทุกหมู่บ้าน มีเด็กไม่ถึง 100 แต่มี ผอ. 1 คน มีครู 6 ชั้น แค่เงินเดือนครูก็เกินงบรายหัวไม่รู้กี่เท่า รัฐบาลทุกยุคจึงพยายามควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ชาวบ้าน ครู หัวคะแนน ไม่ยอมให้ยุบ ทั้งที่การยุบเหลือตำบลละ 1-2 แห่ง แปลว่าจะมีเงินมาซื้ออุปกรณ์ จ้างครูภาษาอังกฤษ ครูวิทยาศาสตร์ ครูผู้เชี่ยวชาญเฉพาะวิชาได้มากขึ้น

นี่แค่ รมต.สุชาติประกาศจะยุบจาก 3 หมื่น เหลือ 2 หมื่น ก็เจอกระแสต้านทันที แต่เรื่องนี้ต้องสนับสนุนครับ กระทรวงศึกษาฯ ต้องเข้มแข็ง ยุบเป็นยุบ ถ้าไม่ให้ยุบ อบต. อบจ. เทศบาล ก็ต้องเข้ามาอุดหนุน โดยอาจต้องโอนโรงเรียนให้ท้องถิ่น

ที่ต้องชม รมต.สุชาติอีกอย่าง คือประกาศว่าจะไม่ทำป้ายโชว์หน้าตัวเอง จะว่าไป รมต.สุชาติแกเป็นพวก “คิดนอกกรอบ” แม้บางทีล้นกรอบ เพี้ยนไปบ้าง แต่มี รมต.อย่างนี้ก็ดีเหมือนกัน เพราะปัญหาสำคัญของการศึกษาไทยคือวัฒนธรรม “ศักดินาล้าหลัง” คร่ำครึ เอาหน้า บ้าพิธีกรรม ประจบสอพลอ ในหมู่ผู้บริหารนี่แหละ

แต่ที่ไม่เห็นด้วยเลยคือ รมต.จะให้เพิ่มเวลาเรียน เพราะยิ่งหลงทิศผิดทาง หลักสูตรของเรามีปัญหาที่อัดกระป๋องเด็กจนล้นเกิน เพียงเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย สอบได้แล้วก็ต้องโยนความรู้ที่เรียนมา 60-70% ทิ้ง

สิ่งที่กระทรวงศึกษาฯ ควรทำคือสังคายนาหลักสูตร โยนเนื้อหาไม่จำเป็นทิ้ง เด็กควรเรียนรู้อะไร เรียนคณิตศาสตร์เพื่อให้มีวิธีคิดและจินตนาการอย่างเป็นระบบ เรียนวิทยาศาสตร์เพื่อไม่ให้งมงาย เรียนภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คอมพิวเตอร์ เพื่อศึกษาค้นคว้าด้วยตัวเอง และควรได้ทำกิจกรรม เล่นกีฬา เพื่อใช้ความคิดสร้างสรรค์ ฝึกความรับผิดชอบและการทำงานร่วมกับคนอื่น จากนั้นใครอยากมุ่งด้านไหนก็เน้นเนื้อหาเฉพาะ ข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็เน้นความรู้เฉพาะ ไม่ใช่สอบเข้าแพทย์ยังต้องสอบภาษาไทย สังคม (มาจากความคิดงี่เง่าที่ต้องการปลูกฝังศีลธรรมและความเป็นไทย ผ่านการกากบาท ก ข ค ง) แล้วก็ไม่ใช่ออกข้อสอบโหดเกิน สำแดงความเก่งของคนออกข้อสอบ ในการฆ่าเด็กตายเป็นเบือ (ข้อสอบแอดมิชชั่นส์ปีนี้ คณิตศาสตร์มีเด็กสอบผ่านแค่ 10%)

พูดง่ายๆ ว่าทำอย่างไรจะสอนให้เด็กคิดเป็น กล้าคิด กล้าทำ รู้จักถาม รู้จักถกเถียง แล้วไปค้นคว้าหาความรู้ มากกว่าให้ครูยัดเยียดจนกลายเป็นหุ่นยนต์

อย่างที่ “ศาสดา” ขวัญใจคนรุ่นใหม่ในเฟซบุ๊ก เปรียบเปรยการศึกษาไทยอย่างแสบสันว่า “ยิ่งเรียนยิ่งโง่ ยิ่งโตยิ่งงี่..."
แหล่งข่าว คม ชัด ลึก

วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2554

เรียนฟรี! สร้างอนาคตเด็ก 12 ล้านคน

เรียนฟรี! สร้างอนาคตเด็ก 12 ล้านคน

เปิดรายงาน สศช. สรุปภาวะประเทศ เสนอ ครม.ยิ่งลักษณ์ แนะนำให้ปรับคุณภาพการศึกษา เพิ่มไอคิว-อีคิวเด็กปฐมวัย ส่วนภาคแรงงานสายอาชีวะต้องการมาก แต่คนเรียนน้อยขณะที่ "งานวิจัย" มีจำนวนเพิ่มขึ้นแต่ถูกไปใช้ในเชิงพาณิชย์น้อยมาก

วันที่ 29 ส.ค.54 ผู้สื่อข่าวรายงาน ผลสรุปภาวะประเทศที่จัดทำโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ซึ่งจะนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โดยระบุสถานการณ์ด้านการศึกษาในปัจจุบัน ว่าคนไทยมีศักยภาพ และโอกาสด้านการศึกษาเพิ่มขึ้นจากการขยายโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามโครงการเรียนฟรี 15 ปี โดยมีนักเรียนที่ได้รับประโยชน์ทั้งสิ้น 12,471,611 ล้านคน แต่จะต้องเร่งให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาด้านคุณภาพการศึกษา เนื่องจากการประเมินผลสัมฤทธิ์ ในวิชาหลักของนักเรียน ไม่ถึงร้อยละ 50 ขณะที่พบสถานศึกษาที่ได้มาตรฐานตามเกณฑ์ ยังมีสัดส่วนค่อนข้างต่ำ

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า นอกจากนี้ ต้องมีการยกระดับสติปัญญา (ไอคิว) และความฉลาดทางอารมณ์ (อีคิว) ของกลุ่มเด็ก เนื่องจากที่ผ่านมาผลสำรวจระดับเชาวน์ปัญญา และพัฒนาการของเด็กไทย ชี้ตรงกันว่า มีพัฒนาการล่าช้า และระดับเชาวน์ปัญญาค่อนข้างต่ำ โดยเฉพาะช่วงปฐมวัย ซึ่งเป็นพื้นฐานการพัฒนาทุนมนุยษ์ที่สำคัญที่สุด กลับพบว่า เด็กวัย 6-12 ปี จำนวนมากกว่าร้อยละ 25 มีค่าไอคิวต่ำกว่า 90 (ค่าความฉลาดปานกลางอยู่ที่ 90-110) ส่วนเด็กร้อยละ 40 มีไอคิวปกติระหว่าง 90-109 ส่วนการวัดอีคิว ผลปรากฎว่า เด็กในวัย 3-5ปี และ 6-11ปี มีความคิด การปรับตัวต่อปัญหา และความกระตือรือร้น ทั้งหมดมีคะแนนลดลง

ทั้งนี้ รัฐบาลจะต้องขยายโอกาสการเรียนรู้ต่อเนื่องตลอดชีวิต เนื่องจากจำนวนผู้เรียนนอกระบบโรงเรียนได้เพิ่มสูงขึ้น มาอยู่ที่ 5.6 ล้านคน ในปีการศึกษา 2552 ส่วนจำนวนเด็กด้อยโอกาส เด็กพิการและเด็กพิเศษนั้น ได้รับโอกาสทางการศึกษา เพิ่มมากขึ้น จาก 3 ล้านคน มาอยู่ที่ 3.2 ล้านคน อย่างไรก็ดี จะต้องมีการเพิ่มช่องทางการเรียนรู้นอกห้องเรียน และส่งเสริมการจัดการศึกษาทางไกล ของสถาบันอุดมศึกษาทุกแห่งให้มีคุณภาพและมาตรฐาน เพราะที่ผ่านมาพบปัญหาการจัดบริการ เพื่อสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิตยังอยู่ในลักษณะต่างคนต่างทำ และห้องสมุดหรือสื่อต่างๆ ที่เปิดให้บริการแก่ประชาชน ก็ยังไม่เปิดกว้าง

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า รัฐบาลยังต้องพบปัญหาการผลิตและพัฒนากำลังคน ที่ปัจจุบันยังขาดแคลนกำลังคนระดับกลางและสูง ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ แม้ว่าสัดส่วนแรงงานไทยที่จบการศึกษาสูงกว่าระดับประถมศึกษา มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ความต้องการเรียนต่อในสายอาชีวศึกษายังต่ำกว่าความต้องการกำลังคน ระดับกลางของประเทศ ซึ่งมีจำนวนความต้องการถึง ร้อยละ 60 ของความต้องการแรงงานทั้งหมด

ขณะที่ปัญหาด้านกำลังคนระดับสูง ยังคงมีสัดส่วนการผลิตบัณฑิตสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ต่ำกว่าบัณฑิตสาขาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ขณะที่บุคลากรด้านวิจัยเพิ่มขึ้น แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศอื่นๆ และแม้ว่าจะมีการสร้างองค์ความรู้เพิ่มขึ้น แต่การนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ยังต่ำ และยังขาดงานวิจัยที่เหมาะสมกับบริบทไทย


แหล่งข่าวสยามรัฐ

วันเสาร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2554

"การศึกษา"ทำให้ "รักเมืองไทย"เสียงเด็กไทยใหญ่บนแผ่นดินสยาม


คมชัดลึก : กว่า 7 วัน 7 คืนที่ต้องเดินเท้ากลางป่า ลัดเลาะเทือกเขา เลียบหุบเหว ไม่นับรวมวันเวลาเริ่มเดินทางออกจากบ้านเกิดในรัฐฉาน ประเทศพม่าด้วยรถโดยสาร เป็นระยะเวลาที่ สุนิสา คำหลู่ หรือน้องสา วัย 10 ขวบ ต้องดั้นด้นพร้อมพ่อแม่พี่น้องอีก 3 คน เพื่อให้ถึงจุดหมาย คือประเทศไทย จากวันนั้นถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 3 ปี ที่เธอรอดชีวิตจากการเผชิญชะตากรรมความยากลำบากในป่าเข้ามาอยู่ในเมืองเชียงใหม่ ขณะที่เพื่อนบางคนต้องจบชีวิตลงที่ผืนป่าชายแดน

โรงแรมในกรุงเทพโรงแรมให้เลือกมากมายในกรุงเทพ โปรโมชั่นใหม่ๆทุกวัน. อย่าพลาด!agoda.co.th/Bangkok_Hotels
เรียนฟรี15ปี เลือกปชป.#10อยากเรียนมหาลัย ต้องได้เรียน! เดินหน้า เพื่อการศึกษาเด็กไทยทุกคนcampaign.democrat.or.th/Number_10
185 ราชดำริ คอนโดความหรูหรากลางกรุงเทพ วิถีชีวิตบน ถ.ราชดำริ การลงทุนที่คุ้มค่าของคุณwww.raimonland.com

เหตุผลที่เธอและครอบครัวตัดสินใจมาอยู่ประเทศไทย น้องสา บอกว่า พื้นที่ที่เธอจากมาชีวิตยากลำบากมาก และมีการสู้รบระหว่างไทยใหญ่และพม่า น้องสาพร้อมครอบครัวและคนอื่นๆ อีกรวม 30 ชีวิต จึงเลือกที่จะมาหาชีวิตใหม่ แม้จะต้องใช้เวลาเดินทางถึงเกือบ 1 เดือนเต็ม โดยนั่งรถมาจนถึงเขตชายแดน ก่อนจะเบี่ยงเข้าสู่เส้นทางป่า ใช้เวลาเดินเท้า 7 วัน 7 คืน ต้องอยู่กลางดินกินกลางป่า บางครั้งอดข้าวอดน้ำ 2-3 วัน ต้องนอนกลางหุบเขา จนวันหนึ่งฝนตกหนักมาก ทำให้มีคนที่เดินทางมาด้วยกันพลัดตกเขาเสียชีวิต ความรู้สึกในตอนนั้น น้องสา บอกว่า คิดว่าจะมาไม่ถึงประเทศไทยแล้ว

เมื่อถึง จ.เชียงใหม่ น้องสาและครอบครัวอาศัยอยู่กับน้า โดยพ่อแม่ทำงานที่กาดเมืองใหม่ แต่รายได้น้อย จึงย้ายไปรับจ้างทั่วไปและปลูกผักขายที่ อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ จนครอบครัวมีเงินเก็บจำนวนหนึ่งย้ายกลับมาอยู่ในตัวเมือง พ่อแม่รับจ้างทำงานบ้าน และส่งเธอและน้องอีก 3 คนเข้าเรียนหนังสือในโรงเรียน แต่ชีวิตต้องถึงคราพลิกผัน พ่อแม่หย่าร่าง เงินที่ครอบครัวมีอยู่พ่อได้นำติดตัวไปทั้งหมดไม่เหลือไว้ให้พวกเธอแม้แต่บาทเดียว น้องสา ในฐานะพี่คนโตและน้องคนรองต้องลาออกจากโรงเรียน เพื่อหางานทำและส่งน้องที่เหลืออีก 2 คนเรียน

"หนูบอกแม่ว่าอยากเรียนหนังสือต่อ แต่แม่บอกว่าแล้วใครจะช่วยแม่ทำงาน แม่เลยให้หนูลาออกมาช่วยทำงาน จนหนูรู้ว่าที่วัดป่าเป้ามีโรงเรียนให้แก่เด็กไทยใหญ่ โดยไม่ต้องเสียเงิน หนูไปบอกแม่อีกครั้ง แต่แม่บอกอีกว่า ไม่จ่ายค่าเรียน ค่าข้าวแต่ละวันก็ต้องเสีย จะเอาเงินที่ไหนมาเป็นค่าอาหารของน้องๆ หนูเลยขอแม่เรียนกลางวันและทำงานกลางคืน ด้วยการช่วยขายข้าวไข่เจียวตั้งแต่ 6 โมงเย็นถึงตี 2 ได้เดือนละ 5,200บาท แม่จึงตกลงให้เรียนได้" น้องสาเล่าถึงหนทางกว่าที่เธอจะได้กลับเข้าเรียนหนังสืออีกครั้ง

อนาคตน้องสา ตั้งใจจะเรียนให้จบระดับปริญญาตรีและอยากเป็นพิธีกร ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทยไม่อยากกลับรัฐฉาน และบอกว่า หากเธอไม่ได้เรียนหนังสือ วันนี้คงทำงานก่อสร้างอยู่ที่ใดที่หนึ่ง ดีใจมากที่เปิดโอกาสให้เด็กไร้รัฐ ได้เรียนหนังสือเหมือนเด็กไทยทั่วไป สัญญาว่าจะเป็นคนดี ตั้งใจเรียน ไม่ทำตัวให้เป็นที่เดือดร้อนของคนอื่น

"อยากเรียนหนังสือ เพราะอยากรู้เรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับประเทศไทย อยากรู้จักเมืองไทยให้มากขึ้น ซึ่งการได้เข้าเรียนก็ทำให้ได้อะไรมากกว่าที่คิดไว้ ไม่เพียงแต่อ่านออก เขียนได้และพูดภาษาไทยเป็นเท่านั้น แต่ยังได้ไปในทุกที่ที่ไม่เคยไป เช่น ทะเล และได้มีส่วนร่วมกับกิจกรรมต่างๆ ของโรงเรียน จนได้รับรางวัลรองชนะเลิศกลาวสุนทรพจน์ภาษาไทยใหญ่ ถือเป็นรางวัลแรกในชีวิตดีใจมาก" น้องสากล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือด้วยไม่คิดว่าตนเองจะมีโอกาสเช่นนี้

ไม่ต่างจาก "น้องหมวย" ด.ญ.จันจีรา จันทรา วัย 14 ปี ชาวไทยใหญ่เช่นเดียวกัน แม้จะโชคดีกว่าที่การเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยไม่ยากลำบากเหมือนน้องสา เพราะแม่เข้ามาทำงานอยู่ที่ จ.เชียงใหม่ ก่อนหน้าแล้ว วันที่แม่กลับไปเยี่ยมที่รัฐฉาน ทั้งหมดตัดสินใจตามแม่มาอยู่เมืองไทยด้วยความรักและเป็นห่วงแม่ ทั้งที่ขณะนั้นพี่ชายคนโตเรียนมหาวิทยาลัยปีที่ 1 พี่ชายคนรองเรียนชั้น ม.6 และน้องหมวย อายุ 10 ขวบ เรียนชั้น ป.5

แม่ของน้องหมวยรับจ้างเย็บผ้า พี่ชาย 2 คนทำงานรับจ้างในเวลากลางวันและเรียน กศน. ที่วัดเจ็ดยอด ในเวลากลางคืน ส่วนตัวเธอแม่ฝากเข้าเรียนโรงเรียนวัดเจ็ดยอด หลังอยู่เชียงใหม่ได้ 1 เดือน เพราะที่นี่สอนภาษาพม่าและภาษาไทย แต่โรงเรียนไม่เปิดการเรียนการสอนในส่วนนี้อีก น้องหมวยจึงมาสมัครเข้าเรียนที่วัดป่าเป้า โดยเริ่มเรียนในระดับอนุบาล 3 สอบเทียบเลื่อนชั้นเรื่อยมาจนปัจจุบันอยู่ชั้น ป.4. และหากเรียนจนจบชั้น ป.6 วางแผนจะเรียนต่อ กศน.กลางวัน และทำงานกลางคืนเหมือนพี่ชาย

"เรียนหนังสือที่นี่รู้เรื่องและครูผู้สอนให้ความรักเหมือนเป็นอีกครอบครัวหนึ่ง การที่เรามีการศึกษาช่วยให้ได้ความรู้ รู้เรื่องราวต่างๆ ของประเทศไทย คนที่ไม่ได้เรียนก็ไม่รู้เรื่อง เหมือนคนตาบอดคนหนึ่ง อยากจะไปที่ไหนก็ไปไม่ได้เพราะอ่านภาษาไทยไม่ออก แต่เมื่อได้เรียนก็เข้าใจภาษาไทย ทำให้รักเมืองไทย" น้องหมวยกล่าว

ทุกวันนี้น้องสาและน้องหมวยเรียนชั้น ป.4 ที่ศูนย์การเรียนวัดป่าเป้า อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นศูนย์การเรียนรู้ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 1 จัดตั้งขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กเชื้อชาติต่างๆ โดยเฉพาะไทยใหญ่ที่อยู่ใน จ.เชียงใหม่ ได้เรียนหนังสือ เพราะเด็กทั้งหมดถือเป็นผู้บริสุทธิ์ได้รับการคุ้มครองตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ซึ่งรัฐบาลเจ้าของประเทศต้องให้สิทธิพื้นฐานเกี่ยวกับการมีอาหารกิน ได้รับการพัฒนาการศึกษา คุ้มครองไม่ให้ถูกรังแก และส่งเสริมให้มีส่วนร่วม

ติดตามรูปแบบการจัดการเรียนการสอนของศูนย์การเรียนรู้วัดป่าเป้า ได้ในหนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก

0 พวงชมพู ประเสริฐ 0 รายงาน