วันเสาร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

รมว.ศธ.-สสค.เซ็นเอ็มโอยูพัฒนาการศึกษาชายแดนภาคใต้ระยะที่ 2

เมื่อเวลา 9.00 น.วันที่ 27 พฤษภาคม 2554 ณ ห้องประชุมกระทรวงศึกษาธิการ นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการแถลงข่าวพิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการเพื่อการพัฒนาการศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดแดนภาคใต้ ระยะที่ 2 ระหว่างกระทรวงศึกษาธิการร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ภายใต้โครงการความร่วมมือเพื่อพัฒนาการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ระยะที่ 2 พ.ศ.2554-2556

ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร รองประธานคณะกรรมการส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชนคนที่ 2 กล่าวว่า ภารกิจหนึ่งที่สำคัญของสสค.คือ การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ซึ่งมีอยู่ถึง 5 ล้านคน หนึ่งในนั้นคือ กลุ่มเด็กในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีประมาณการณ์ไว้ว่า ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน มีตัวเลขเด็กกำพร้าในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มากถึง 5,111 ราย เด็กจำนวนมากยังเสี่ยงต่อการไม่ได้เรียนต่อ เพราะต้องดิ้นรนหาเลี้ยงชีพ และยังเสี่ยงต่อการชักชวนให้กระทำผิดในลักษณะต่างๆ จากข้อมูลของศอ.บต.พบว่ามีเด็กที่ออกกลางคันก่อนจบการศึกษาภาคบังคับ (ม.3) ประมาณ 40,000 คน และอีก 10,000 คน เป็นเด็กกลุ่มเสี่ยงที่ออกกลางคันในแต่ละปี รวมประมาณ 50,000 คน

"ในความร่วมมือเพื่อการพัฒนาการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ สสค.จึงมุ่งเน้นการทำงานในกลุ่มเด็กนอกระบบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะโจทย์การวิจัยควบคู่กับการทำงานในพื้นที่เรื่องการลดความเหลื่อมล้ำและการช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสนอกระบบการศึกษาและเด็กกลุ่มเสี่ยงในระบบการศึกษา" ดร.กฤษณพงศ์กล่าว

ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ ที่ปรึกษาด้านวิชาการ สสค.กล่าวว่า ปัญหาความไม่สงบชายแดนภาคใต้นั้นไม่สามารถดับได้ด้วยปืน แต่ได้ด้วยโอกาสและความเท่าเทียมทางการศึกษา ผลลัพธ์ที่เห็นผลจากชุดโครงการวิจัยสกว.ระหว่างปี 2547-2550 ชี้ว่า การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ในสามจังหวัดภาคใต้ต้องสอดคล้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่น ครอบคลุม 3 ประเด็นคือ 1.คุณภาพการศึกษา 2.ส่งเสริมทักษะอาชีพ 3.การเรียนศาสนาอย่างพอเพียง โดยที่ไม่เน้นความรู้เชิงวิชาการ แต่ทำให้เกิดผลกระทบการทำงานในพื้นที่และยกระดับทักษะคุณภาพชีวิต ซึ่งสสค.มองว่าเป็นตัวต่อสำคัญในการช่วยให้เกิดความสงบสุขในสามจังหวัดภาคใต้ เกิดการสร้างนวัตกรรม และการขยายผลเครือข่ายในพื้นที่ ทำให้กระบวนการศึกษานำมาซึ่งความเข้มแข็งของชุมชนได้อย่างผาสุขต่อไป


มติชน

5 มหาวิทยาลัยไทยเจ๋งติด 1 ใน 100 มหาวิทยาลัยยอดเยี่ยมแห่งอเชีย 2011"มหิดล"คว้า 34 "จุฬาฯ"ฟัน 47

รศ.พาสน์ศิริ นิสาลักษณ์ รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและสภามหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า จากการประกาศผลการจัดอันดับ QS Asian Universities Ranking 2011 ล่าสุดในปี 2011 นี้ การจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในภูมิภาคเอเชียมีมหาวิทยาลัยของประเทศไทยติดอันดับใน 100 อันดับแรก ได้แก่อันดับที่ 34 มหาวิทยาลัยมหิดล อันดับที่ 47 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อันดับที่ 67 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อันดับที่ 88 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอันดับที่ 95 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ทั้งนี้มหาวิทยาลัยที่อยู่ในอันดับที่ 1 ของเอเชีย คือ The Hong Kong University of Science and Technology ทั้งนี้เป็นปีที่ 3 แล้วสำหรับการจัดอันดับมหาวิทยาลัยในภูมิภาคเอเชีย โดย Quacquarelli Symonds Ltd. (QS) ซึ่งเป็นที่ยอมรับว่ามีมาตรฐานระดับโลก การที่มหาวิทยาลัยมหิดลยังคงอยู่ในอันดับที่ 1 ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยติดต่อกันอีกครั้ง และอยู่ในอันดับที่ 34 ของภูมิภาคเอเชีย เป็นการแสดงถึงผลงานด้านการวิจัยที่ได้รับการอ้างอิงอยู่ในวารสารระดับโลกซึ่งแสดงถึงความมีคุณภาพของงานวิจัยจนได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยมหิดล ยังคงให้ความสำคัญกับงานวิชาการ การจัดการเรียนการสอนระดับนานาชาติ ความพึงพอใจของผู้ใช้งานบัณฑิต และจำนวนสัดส่วนอัตราอาจารย์ต่อนักศึกษา ซึ่งค่าน้ำหนักในการพิจารณาให้คะแนนจากเกณฑ์ดังกล่าวนี้ มหาวิทยาลัยมหิดล สามารถทำคะแนนได้เป็นอย่าง


มติชน

วันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ทุ่ม110ล้านวิจัยพัฒนาการศึกษาใต้ต่อเนื่อง3ปี

คมชัดลึก :ศธ.ผนึกกำลัง สกว. สสค. ศอ.บต.ทุ่มงบ 110 ล้าน วิจัยพัฒนาการศึกษาชายแดภาคใต้ ต่อเนื่อง 3 ปี

(27พ.ค.) นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวระหว่างเป็นประธานในพิธีลงนามความร่วมมือทางวิชาการเพื่อการพัฒนาการศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนใต้ ระยะที่ 2 พ.ศ. 2554-2556 ว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จะร่วมมือกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้ (ศอ.บต.) โดยใช้งบประมาณ 110 ล้านบาท ในการสนับสนุนชุดโครงการวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ด้านการศึกษา ดังนี้ โครงการวิจัยและพัฒนาการศึกษาด้านอาชีพเพื่อส่งเสริมการมีงานทำและเสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชน โครงการวิจัยและพัฒนาเครือข่ายการจัดการความรู้เพื่อพัฒนาครูและคุณภาพการศึกษา

โครงการวิจัยและพัฒนาสื่อและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา โครงการวิจัยเพื่อพัฒนาการสอนพหุวัฒนธรรมศึกษาและอิสลามศึกษา โครงการวิจัยเพื่อพัฒนาระบบบริหารจัดการศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ และโครงการวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ด้านอื่นๆ หรือการริเริ่มงานวิจัยบางลักษณะที่มีความจำเป็น เช่น งานวิจัยเชิงพื้นที่บูรณาการ งานวิจัยด้านเด็กด้อยโอกาสและเด็กนอกระบบการศึกษา เป็นต้น

“ขณะนี้ สถานการณ์ความรุนแรงในภาคใต้สะสมมาหลายปี ส่งผลให้สูญเสียชีวิตและทรัพย์สินไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งความรุนแรงที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงความมั่นคงของประเทศชาติบ้านเมือง ผมในฐานะรัฐมนตรี หวังว่าพื้นที่นี้จะกลับมาอยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุข เชื่อว่าการศึกษาสามารถแก้ปัญหาทุกเรื่องในสังคม” นายชินวรณ์ กล่าว

ด้าน ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร รองประธานคณะกรรมการส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชนคน กล่าวว่า ภารกิจสำคัญของ สสค.คือการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ซึ่งมีอยู่ 5,000,000 คน โดยในจำนวนั้นมีกลุ่มเด็กในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ ศอ.บต.คาดการณ์ไว้ว่าตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน เป็นเด็กกำพร้ามีจำนวนมากกว่า 5,000 ราย และเด็กยังเสี่ยงต่อการไม่ได้เรียนต่อ เพราะต้องดิ้นรนหาเลี้ยงชีพ รวมทั้งเสี่ยงต่อการชักชวนให้กระทำผิดในลักษณะต่าง ๆ นอกจากนี้ พบว่ามีเด็กที่ออกลางคัน ประมาณ 40,000 คน และอีก 10,000 คน เป็นเด็กกลุ่มเสี่ยงที่ออกกลางคันในแต่ละปี ดังนั้น สสค.จึงมุ่งเน้นการทำงานในกลุ่มเด็กนอกระบบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ โดยเฉพาะโจทย์การวิจัยควบคู่กับการทำงานในพื้นที่เรื่องการลดความเหลื่อมล้ำและการช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส เด็กกลุ่มเสี่ยงในระบบการศึกษา

ศธ.เปิดศูนย์ร้องเรียนเรียนฟรีฯ1579

(26พ.ค.) นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) แถลงข่าวเปิดศูนย์รับเรื่องร้องเรียนโครงการเรียนฟรี เรียนดี 15 ปีอย่างมีคุณภาพ ว่า ศธ.จะเปิดศูนย์รับเรื่องร้องเรียนโครงการเรียนฟรีฯ ผ่านสายด่วน ศธ.หมายเลข 1579 เพื่อให้ผู้ปกครอง นักเรียน ที่ได้รับผลกระทบและไม่ได้รับการช่วยเหลือสนับสนุนตามนโยบายสามารถโทรศัพท์มาแจ้งได้

ทั้งนี้ รัฐบาลได้ดำเนินการโครงการดังกล่าวเป็นระยะเวลา 3 ปีโดยในปีนี้ ได้รับงบประมาณเพิ่มมากขึ้นกว่าที่ผ่านมาทำให้มีงบประมาณถึง 80,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนและลดรายจ่ายแก่ผู้ปกครอง ใน 5 เรื่องหลัก ได้แก่ ค่าเล่าเรียน , เครื่องแบบนักเรียน 2 ชุด, ตำราเรียนที่ปีนี้แจกให้นักเรียนทุกคนฟรีไม่ต้องยืมเรียนเช่นที่ผ่านมา , อุปกรณ์การเรียน และค่ากิจกรรมพัฒนาผู้เรียน

ในส่วนของงบประมาณองค์กรหลัก ได้ดำเนินการโอนงบประมาณให้แก่สถานศึกษาในสังกัด เพื่อนำไปดำเนินการโดยในส่วนของเครื่องแบบนักเรียนและอุปกรณ์การเรียนจะต้องมอบเงินให้แก่ผู้ปกครองเพื่อไปเลือกซื้อเอง แต่ในเรื่องค่าเล่าเรียน ห้ามไม่ให้มีการเก็บเงินเพิ่มเติม หากจะเก็บเพิ่มจะต้องเป็นไปตามบัญชีแนบท้าย หรือเพื่อจ่ายสำหรับการเรียนการสอนนอกเหนือจากที่รัฐอุดหนุนให้ เช่น หลักสูตร English Programe : EP หรือหลักสูตร Mini EP การสอนภาษาต่างประเทศอื่น ๆ อย่างภาษาญี่ปุ่น หรือ การสอนว่ายน้ำ เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่จะมีเพียงโรงเรียนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่ผู้ปกครองเต็มใจจ่าย

“ส่วนหนังสือเรียนยืนยันว่าเป็นหนังสือใหม่ ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 และปีนี้รัฐบาลซื้อแจกให้เด็กทุกคน และปีนี้หนังสือทั้ง 8 กลุ่มสาระสำนักวิชาการและมาตรฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้อนุมัติรับทราบการจัดพิมพ์หนังสือของทุกช่วงชั้น เพราะฉะนั้นที่มีบางคนมาพูดว่าหนังสือเรียนเป็นหนังสือเก่าจึงไม่เป็นความจริง ผมมีหนังสือเรียนฉบับเก่ามาให้ดูซึ่งผมต้องไปหามาจากห้องเก็บของของโรงเรียน อย่างไรก็ตาม หากผู้ปกครองท่านใดมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้สามารถร้องเรียนมาได้ที่สายด่วน 1579 หรือที่นายสืบแสง พรหมบุญ ผู้ช่วยรมว.ศธ.และนายเฉลี่ยว อยู่สีมารักษ์ ที่ปรึกษารมว.ศธ.ซึ่งทั้ง 2 ท่านจะเป็นผู้รวบรวมประเด็นและนำรายงานผมรวมทั้งส่งไปให้แต่ละองค์กรหลักดำเนินการตรวจสอบแก้ไข ในส่วนองค์กรหลักเองก็ต้องรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับโครงการเรียนฟรีฯ และการรับนักเรียนต่อที่ประชุมองค์กรหลักทุกสัปดาห์ไปจนถึงวันที่ 10 มิ.ย.นี้”นายชินวรณ์ กล่าว

ด้าน นายชินภัทร ภูมิรัตน์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า ในสัปดาห์หน้า สพฐ.จะประชุมทางไกลผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอร์เร้นส์ เพื่อทำความเข้าใจเรื่องหนังสือเรียนที่ยังได้ไม่ครบ 100% ทั้ง 8 กลุ่มสาระวิชาในบางโรงเรียน แต่ก็ได้ย้ำแล้วว่าทุกโรงเรียนจะต้องได้ครบไม่เกินกลาเดือนมิ.ย. และเรื่องการเก็บเงินที่จะต้องย้ำให้ปฏิบัติตามประกาศ ศธ.ที่ได้กำหนดไว้ชัดเจน

นายสุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (เลขาธิการ กกอ.) กล่าวว่า โรงเรียนสาธิตได้รับงบประมาณเรียนฟรีฯ จำนวน 357,800,000 บาท ครอบคลุมนักเรียน 66,210 คน โดยในจำนวนนี้ 57,907 คนเป็นนักเรียนสาธิตสังกัดมหาวิทยาลัย ในกำกับ สกอ. 61 แห่ง อีกจำนวน 8,803 คนเป็นนักศึกษาสังกัดวิทยาลัยชุมชน 2 แห่ง และจากมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ที่เกิดจากการรวมตัวกันอีก 7 แห่ง

ขณะนี้โรงเรียนสาธิตยังไม่เปิดภาคเรียนและจะเปิดประมาณปลายเดือนมิ.ย. ส่วนหนังสือเรียนนั้นเพราะโรงเรียนสาธิตเป็นเหมือนโรงเรียนทางเลือกวิธีการสอนและตำราจึงแตกต่างจากโรงเรียนทั่วไป มีหนังสือที่พัฒนาขึ้นเองแต่อัตราการจำหน่ายนั้นก็คิดตามอัตราที่ ศธ.กำหนด โดยทางโรงเรียนมีการทำความเข้าใจกับผู้ปกครองต่อเนื่องตั้งเดือน ก.พ.2554

นายอภิชาติ จีระวุฒิ ปลัด ศธ. กล่าวว่า ในส่วนสำนักงานคณะกรรมการการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ภาคเรียนที่ 1/2554 มีนักศึกษาใหม่ทั่วประเทศ 1,150,000 คนได้รับงบเรียนฟรี 851 ล้านบาท สำหรับหนังสือเรียนมอบให้ศูนย์ กศน. อำเภอ 927 แห่ง และศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพ 12 แห่ง รวม 939 เป็นหน่วยรับผิดชอบดำเนินการ ซึ่งขณะนี้จัดซื้อเรียบร้อยและในวันเสาร์ 28 มิ.ย.และอาทิตย์ที่ 29 มิ.ย.จะเป็นวันแรกที่นักศึกษา กศน.เข้าเรียนจะได้รับหนังสือทุกคน ส่วนเครื่องแบบนักเรียนนั้น นักศึกษา กศน.ไม่มีแต่รัฐบาลได้จัดสรรให้สำหรับผู้เรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ กศน.ดูแล คือเด็กบนดอยสูง ในจังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เชียงราย ตาก และน่าน รวมเป็นเงิน 18 ล้านบาท

ส่วนการศึกษาเอกชนของสำนักบริหารงานคณะกรรมการการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ได้งบประมาณ 2,900 ล้านบาท ครอบคลุมนักเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษา และประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ในภาคเรียนที่ 1/2554 ประมาณ 2,100,000 คน

ด้าน น.ส.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กกอ.) กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้งบประมาณ 5,447 ล้านบาท ครอบคลุมนักศึกษา 5.4 แสนคน ได้รับการอุดหนุนค่าหนังสือเรียน 1,000 บาทต่อหัว ค่าอุปกรณ์การเรียน 230 บาทต่อหัว ค่าเครื่องแบบ 900 บาทต่อหัว ส่วนค่าเล่าเรียน รวม 475 ล้านบาท แบ่งเป็น สาขาอุตสาหกรรม 3,250 บาทต่อหัว สาขาพาณิชยการและบริหาร 2,450 บาทต่อหัว สาขาคหกรรม/ท่องเที่ยวและโรงแรม 2,750 บาทต่อหัว ศิลปกรรม 3,100 บาทต่อหัว และสาขาเกษตร 5,950 บาทต่อหัวซึ่งสาเหตุที่มากสุดเพราะว่าเป็นการเรียนแบบกินนอน โดยขณะนี้ทุกวิทยาลัยได้รับงบประมาณและดำเนินการเรียบร้อยแล้ว

แหล่งข่าว คม ชัด ลึก

วันพุธที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ม.ราชภัฏชี้ผลิตครูพันธุ์ใหม่ต้องทำหลายรูปแบบ

25 พค. 2554 21:46 น.

เมื่อวันที่ 25 พ.ค. ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา(มร.สส.) มีการประชุมการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ของการจัดการศึกษาหลักสูตรครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ โดย รศ.ดร.เปรื่อง กิจรัตน์ภร อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ในฐานะประธานที่ประชุมฯ เปิดเผยว่า การจะแก้ปัญหาคุณภาพครูได้ สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ การผลิตครูควรให้มีหลายรูปแบบ ไม่ใช่แค่หลักสูตร 6 ปีอย่างเดียว อาจจะมี 4+1 หรือ 5 ปี ภายใต้การรับทราบหลักสูตรของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ที่สำคัญต้องเน้นการพัฒนาครูประจำการต้องให้ครูจบในระดับปริญญาโท มหาวิทยาลัยราชภัฏต้องผนึกกำลังทำวิจัย ต้องผลิตครูไปด้วยและทำวิจัยเรื่องคุณภาพ มาตรฐานต่างๆ ไปด้วย ไม่ใช่รอผลวิจัยออกมาก่อนจึงนำไปพัฒนาครู แต่ต้องทำควบคู่กันไป

นอกจากนั้นต้องผนึกกำลังในการจัดการการศึกษาโดยใช้ทรัพยากรร่วมกันได้ ทั้งนี้ ส่วนหลักสูตรป.บัณฑิต ซึ่งขณะนี้ทางคุรุสภาไม่ให้เปิดรับแล้ว แต่ส่วนที่เรารับเข้ามาก่อนหน้านี้ก็จะต้องผลิตต่อไปให้หมดรุ่น จนกว่าคุรุสภาจะกำหนดใหม่ว่าป.บัณฑิตที่จะผลิตต้องมีความชัดเจนว่าป.บัณฑิตอะไร ควรต้องเป็นรูปแบบอย่างไร และควรเน้นผลิตวิชาเอกเท่านั้น

ด้าน รศ.ดร.ช่วงโชติ พันธุเวช อธิการบดีมร.สส. กล่าวว่า การปรับหลักสูตรสาขาศึกษาศาสตร์/ครุศาสตร์ให้เป็นหลักสูตรครูพันธุ์ใหม่นั้น มีข้อจำกัดของรูปแบบในการผลิตครู จึงอยากให้มีการศึกษาวิจัยกันอย่างจริงจังถึงแนวทางในการผลิตครูว่าควรเป็นแบบใด เพราะหากปรับไปเป็นหลักสูตร 6 ปีในทันที อาจจะเกิดความผิดพลาดเหมือนคราวที่มีการปฏิรูปการศึกษาใน 10 ปีที่ผ่านมา นั่นคือความล้มเหลว เนื่องจากไปปฏิรูปเฉพาะโครงสร้างการบริหาร แต่ไม่ได้ปฏิรูปวิธีการเรียนการสอนของวิชาชีพครู

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ ต้องประเมินว่า เด็กที่จบออกไปแล้วสอนระดับประถม มัธยม ได้หรือไม่ เพราะยังไม่มีการประเมิน ดังนั้น อยากให้ทางคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ของราชภัฏทั่วประเทศได้มาศึกษาเรื่องนี้ให้รู้จริง เพื่อชี้แนะรัฐบาลว่าที่ผ่านมาการเรียน 5 ปี มันมีปัญหาอะไร มีจุดอ่อนอะไร แล้วควรจะทำ 5 ปีต่อหรือปรับเป็น 6 ปี

"เราเคยมีหลักสูตร 3 ปี , 4 ปี, 5 ปี และกำลังจะปรับเป็น 6 ปี ตรงนี้ถามว่าเป็นการแก้ปัญหาเรื่องครูได้จริงหรือไม่ เป็นเรื่องที่อธิการบดี และคณบดีครุศาสตร์/ ศึกษาศาสตร์ต้องชี้แจงให้กระทรวงศึกษาธิการหรือคุรุสภาเห็นว่าเป็นการแก้ปัญหาตรงจุดหรือไม่ ทั้งการสอนครูพันธุ์ใหม่ และการพัฒนาครูประจำการ ส่วนหลักสูตรป.บัณฑิต เห็นด้วยที่คุรุสภาทบทวน เพราะการเรียนป.บัณฑิตมันก็มีเกณฑ์มาตรฐานของมันซึ่งคุรุสภาเป็นผู้กำหนด แต่ส่วนตัวมองว่าครูต้องสอบเอาใบประกอบวิชาชีพ ไม่ใช่เอาแค่ใบทรานสคริปไปยื่นขอได้" ผศ.ดร.ช่วงโชติ กล่าว

ข่าว เนชั่น

เผยเกณฑ์ครูพันธุ์ใหม่ปี54หลักสูตรป.บัณฑิต

คมชัดลึก : เกณฑ์หลักสูตรป.บัณฑิต โครงการครูพันธุ์ใหม่ ปี2554 ย้ำต้องผ่านการรับรองจากคุรุสภา สกอ.รับทราบ ผ่านประเมินสมศ. และต้องจัดการศึกษาในที่ตั้งเท่านั้น อีกทั้งต้องมีคะแนนสอบTOEFL ไม่น้อยกว่า 450 คะแนน

กล้องวงจรปิด Watashi CCTVโปรโมชั่นกล้องวงจรปิด วาตาชิ รับฟรี สายสัญญาณ 500 เมตรพร้อม BNCwww.jksn.net
สมัครงาน บุญรอดบริวเวอรี่เปิดรับหลากหลายตำแหน่งวันนี้ สมัครฟรีและรับหนังสือคู่มือหางานwww.jobstreet.co.th
ตามรอยเรยา ไปกับ Ensogoเรยา พาโชค ลัดฟ้าเที่ยวนิวซีแลนด์ เพียงร่วมสนุกกับเราหมดเขต 31พค นี้!e.ensogo.com/Reya

จากการประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการผลิตครูพันธุ์ใหม่ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ดร.สุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.) ในฐานะประธานที่ประชุมคณะกรรมการบริหารฯ เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้ยืนยันผลิตโครงการครูพันธุ์ใหม่ปีการศึกษ า2554 ที่เริ่มในเดือนมิถุนายน ตามแผนเดิมที่ผ่านการอนุมติจากคณะรัฐมนตรี 6,200 คน โดยแบ่งเป็น 2 ระดับการศึกษา คือ หลักสูตรการผลิตครู 5 ปี จำนวน 3,700 คน แบ่งเป็นรับผู้สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เข้าศึกษา

โดยได้รับทุนการศึกษา ประกันการมีงานทำ 1,100 คน ,ประกันการมีงานทำอย่างเดียว 1,600 คน และคัดเลือกนิสิตนักศึกษาในชั้นปีที่ 4 ประกันการมีงานทำ 1,000 คน และหลักสูตร ประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู หรือป.บัณฑิต (หลักสูตร 4+1ปี) จำนวน 2,500 คน โดยจะรับผู้สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีในสาขาที่ขาดแคลนตามความต้องการของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวะศึกษา(สอศ.)แบ่งเป็นให้ทั้งทุนและประกันการมีงานทำ 1,300 คน และประกันการมีงานทำอย่างเดียว 1,200 คน

ทั้งนี้ หลักเกณฑ์การคัดเลือกสถาบันเข้าร่วมโครงการ หลักสูตรป.บัณฑิต ต้องเป็นสถาบันฝ่ายผลิตครูที่จัดการเรียนการสอนสาขาครุศาสตร์, ศึกษาศาสตร์, ครุศาสตร์อุตสาหกรรม เป็นหลักสูตรปริญญาตรีครู 5 ปี และประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู โดยหลักสูตรได้รับรองมาตรฐานจากคุรุสภา และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) รับทราบ และสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) รับรอง และต้องเป็นการจัดการศึกษาในที่ตั้งเท่านั้น นอกจากนั้นสถาบันฝ่ายผลิตแห่งหนึ่งสามารถรับนักศึกษาทุนเข้าร่วมโครงการได้ไม่เกินหลักสูตรละ 100 คน และต้องสามารถจัดการเรียนการสอนในระยะเวลา 3 ภาคเรียนปกติ เพื่อให้การศึกษามีคุณภาพ

“ขณะนี้คณะกรรมการคัดเลือกได้ให้มหาวิทยาลัยส่งรายชื่อเข้าร่วมเป็นสถาบันฝ่ายผลิตเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่สามารถประกาศรายชื่อได้ เนื่องจากต้องรอให้สพฐ. ส่งจำนวนความต้องการครูในสาขาวิชาเอกต่างๆ เช่น วิชาภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เป็นต้น มีจำนวนเท่าใด ซึ่งสาเหตุที่สพฐ.ยังไม่ส่งรายชื่อมานั้น เนื่องจาก ปีนี้มีการดำเนินการโครงการครูพันธุ์ใหม่ล่าช้ากว่าทุกปี เพราะตอนแรกคณะกรรมการฯ ได้พิจารณาจะใช้หลักสูตร6 ปี จบปริญญาโท แต่มหาวิทยาลัยยังไม่พร้อมดำเนินการ จึงกลับมาใช้หลักสูตร 5 ปี ฉะนั้น หลังจากสพฐ.ส่งจำนวนความต้องการครูในสาขาวิชาเอก และคณะกรรมการฯ พิจารณามหาวิทยาลัยที่เหมาะสม ก็จะประกาศรายชื่อสถาบันฝ่ายผลิตทันที” ดร.สุเมธ กล่าว

ประธานคณะกรรมการบริหารฯ กล่าวด้วยว่า สำหรับเกณฑ์การคัดเลือกนักศึกษาทุนฯ หลักสูตรป.บัณฑิต ปีการศึกษา 2554 มีดังนี้ ต้องมีผลการเรียนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตร (GPAX) ไม่ต่ำกว่า 3.00 ผลการเรียนในวิชาเอกสะสม ไม่ต่ำกว่า 3.00 และจะต้องมีผลการเรียนในวิชาชีพครูสะสมไม่ต่ำกว่า 3.00 ผ่านการสอบสัมภาษณ์ เป็นผู้ที่มีบุคลิกดี มีจิตอาสา และต้องมีการสอบคะแนนสอบภาษาอังกฤษที่เทียบเท่ากับ TOEFL Paper based ไม่น้อยกว่า 450 คะแนน อย่างไรก็ตาม เมื่อสำเร็จการศึกษาต้องบรรจุเข้ารับราชการในสถานศึกษาที่กำหนดเป็นระยะเวลา 2 เท่าของเวลาที่รับทุน โดยไม่มีการขอย้ายสถานศึกษาในระหว่างที่ชดใช้ทุน หากไม่ยอมไปปฏิบัติงานสอนตามที่ตกลงไว้ตามเงื่อนไขจะต้องใช้ทุนคืนเป็น 2 เท่าของค่าใช้จ่ายทั้งหมด

แหล่ง คม ชัด ลึก

ขวัญใจเด็กม.“ป๊อป”ในรั้วจามจุรี















ทัวร์จุฬาฯ หาที่มาของ “รถป๊อบ” และเพราะเหตุใดจึงถูกยกให้เป็นขวัญใจประจำมหาวิทยาลัยจนถึงปัจจุบัน

คุ้นเคยกันดีเมื่อแวะเวียนไปแถวสามย่าน กับ “บัสสีชมพูหวาน” วิ่งรับส่งนิสิต บุคลากร รวมถึงประชาชนทั่วไปที่มาติดต่อจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นอกจากจะช่วยสร้างความสะดวกสบายยามสัญจรไปมาทั้งสองฝากฝั่งของสถาบันแล้ว ยังเป็นรถที่ปราศจากมลพิษ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย โดยนิสิตจุฬาฯ มักจะเรียกติดปากกันว่า “รถป๊อบ” ซึ่งมีที่มาจาก “รถ ปอ.พ.” (ปรับอากาศพิเศษ) นั่นเอง

ในปี 2550 จุฬาฯ ได้เปลี่ยนรถ ปอ.พ.ที่ให้บริการ เป็นรถพลังงานไฟฟ้าของ บริษัท พลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม จำกัด ใช้ชื่อว่า HIB (Harmony Innovative Bus) เพื่อให้สอดคล้องตามโครงการมหาวิทยาลัยสีเขียว สามารถทำความเร็วสูงสุดราว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รองรับผู้โดยสารได้มากกว่า 20 ที่นั่ง แอร์เย็นสบาย ไม่ต้องกังวลเรื่องร้อน หนาว ฝน ไม่มีคนตรวจตั๋วเหมือนรถประจำทางทั่วไป นิสิตหลายคนบอกว่า เป็นการฝึกความซื่อสัตย์ไปในตัว

สำหรับรถที่ให้บริการอยู่ในจุฬาฯ นั้น คุณพิพัฒน์ ตั้งสิริไพศาล ผู้จัดการ บริษัท พลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม จำกัด กล่าวว่า แบ่งเป็น รุ่น 6-330 จำนวน 5 คัน รุ่น 8-350AC จำนวน 5 คัน รุ่น 8-350AC Hybrid 10 คัน รถทดสอบ 2147, 252, 5-280 และ 149 อย่างละ 1 คัน

ปัจจุบัน แม้ “รถป๊อป” จะมีพัฒนาการหลากหลายแบบ แต่นิสิตก็ยังนิยมเรียกกันว่า “รถป๊อป” อยู่ นอกจากนี้ เส้นทางเดินรถก็จะถูกปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับการใช้บริการของนิสิต และบุคลากรของจุฬาฯ ด้วย ประเดิมต้อนรับเทอมใหม่ เริ่มวันที่ 1 มิถุนายน 2554 รถที่ให้บริการทั้งหมดจะเพิ่มเป็น 20 คัน แบ่งเป็น 4 สาย ไปยังคณะ และหน่วยงานต่าง ๆ เริ่มจากศาลาพระเกี้ยวจนถึงคณะวิศวกรรมศาสตร์ วิ่งรับส่งนิสิตทุกวันจันทร์ถึงวันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 07.00-19.00 น. สำหรับวันเสาร์จะมีบริการเฉพาะสาย 1 และสาย 2 เท่านั้น นอกจากนี้ จากเดิมที่ต้องจ่าย 2 บาท ล่าสุด ตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ก็ได้เปิดให้บริการฟรี!! แล้ว

ชาวรั้วจามจุรีที่คุ้นเคย และได้ใช้บริการมานาน เผยว่า ระบบขับเคลื่อนของ “รถป๊อป” ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าแทนการใช้เชื้อเพลิง นอกจากจะช่วยลดมลพิษแล้ว ยังเป็นการกระตุ้นให้นิสิต และบุคลากร ตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์พลังงาน ลดการใช้ยานพาหนะส่วนตัว และลดพื้นที่ในการจอดด้วย “รถป๊อป” จึงถูกยกให้เป็นขวัญใจประจำมหาวิทยาลัยมาจนถึงปัจจุบัน.

สำหรับน้อง ๆ ที่มีเรื่องราว ความเชื่อ เอกลักษณ์ รวมถึงประเพณีน่าสนใจในมหาวิทยาลัยของตัวเอง แล้วอยากนำเสนอ ก็สามารถบอกเล่ากันได้โดยส่งมาที่ rattikarnt@dailynews.co.th นะคะ.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ไทยเจ๋งติดอันดับท็อปเท็นโลก"น.ร.มีพฤติกรรมเรียบร้อยมากสุดในห้องเรียน"ญี่ปุ่นคว้าแชมป์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 24 พ.ค.ว่า ผลสำรวจกระทำโดยหน่วยงานเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาเศรษฐกิจหรือโออีซีดี ได้เปิดเผยการอันดับพฤติกรรมความเรียบร้อยในห้องเรียนของนักศึกษาทั่วโลก โดยประเทศที่ครองแชมป์อันดับหนึ่งก็คือ ญี่ปุ่น ส่วนอันดับสองได้แก่ คาซัคสถาน อันดับสามได้แก่ จีน(เซี่ยงไฮ้) อันดับสี่ ได้แก่ ฮ่องกง(จีน) อันดับห้า ได้แก่โรมาเนีย อันดับหกได้แก่ เกาหลีใต้ อันดับเจ็ด ได้แก่ อาร์เซอไบจาน อันดับแปด ไทย อันดับเก้า ได้แก่ อัลบาเนีย และอันดับสิบ ได้แก่ รัสเซีย

ส่วนอันดับอื่นๆ ปรากฎว่า อังกฤษ อยู่ที่อันดับ 28 โดยเหนือกว่า ฝรั่งเศส และอิตาลี

รายงานระบุว่า จากการศึกษานี้ซึ่งกระทำเมื่อปี 2009 พบว่า นักเรียนทั่วโลกมีพฤติกรรมพูดคุยหรือสร้างบรรยากาศขัดจังหวะการสอนของครูอาจารย์ในชั้นเรียนน้อยลง กว่าช่วงปี 2000 โดยนักเรียนในภูมิภาคเอเชีย ถือว่าเป็นกลุ่มที่ติดอันดับมากที่สุด หรือถึงเจ็ดอันดับ ส่วนที่เหลือเป็นยุโรป

นอกจากนี้ ผลการจัดอันดับนี้ยังสร้างพลิกความคาดหมายหลังก่อนหน้านี้มีการวิตกว่า นักเรียนทั่วโลกจะมีพฤติกรรมพูดคุยและเล่นในห้องเรียนมากขึ้นกว่าปี 2000 แต่ผลปรากฎว่า นักเรียนในประเทศต่าง ๆ มีพฤติกรรมที่ดีขึ้น

รายงานระบุว่า จากการที่นักเรียนจีนติดถึงสองอันดับ คือ เซี่ยงไฮ้ และฮ่องกง สะท้อนให้เห็นถึงการผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจด้านการศึกษาแล้ว


แหล่งข่าว มติชน

วันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

มโหสถศาลา ดนตรีมีปัญญา

กนกลักษณ์ ธนรักษ์กิตติโชติ



จากคำบอกเล่าเก่าแก่มาร้อยกรอง ใส่ทำนองร้องเพลงดนตรี เพื่อแบ่งปันความรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของ "สุจิตต์ วงษ์เทศ" กับเพลง "ศรีมโหสถ" นำมาสู่ "มโหสถศาลา" ที่ อ.ศรีมโหสถ จ.ปราจีนบุรี

อ.ศรีมโหสถ อยู่ห่างจากตัวจังหวัดไปทางใต้ประมาณ 20 ก.ม. เดิมเป็น กิ่ง อ.โคกปีบ ขึ้นอยู่กับ อ.ศรีมหาโพธิ ยกฐานะเป็น อ.โคกปีบ เมื่อพ.ศ.2513 ครั้นพ.ศ.2536 เปลี่ยนชื่อเป็น อ.ศรีมโหสถ ตามชื่อเรียกเมืองโบราณที่สมมติชื่อตามชาดกว่า "เมืองศรีมโหสถ" ซึ่งตั้งอยู่บริเวณที่เป็นส่วนหนึ่งของลุ่มน้ำบางปะกง มีชุมชนตั้งหลักแหล่งมาแล้วตั้งแต่ก่อน พ.ศ.1000 อาจเก่าแก่ถึง พ.ศ.1 หรืออาจก่อนหน้านี้ก็ได้

ย้อนกลับมาที่ "มโหสถศาลา" เกิดขึ้นโดย สุจิตต์ ผู้ก่อตั้งและอดีตบรรณาธิการหนังสือศิลปวัฒนธรรม โดยรวบรวมเรื่องราวความเป็นมาของ อ.ศรีมโหสถ มาจัดแสดงไว้ เพื่อให้ชุมชนและเยาวชนในพื้นที่ ได้เรียนรู้ถึงที่มาของเมืองโบราณแห่งนี้

เป็นอาคารติดกับห้องสมุดประชาชนเฉลิมราชกุมารี โดยมุˆงหวังให‰ เป็นห้องหนังสือ พิพิธภัณฑ์ และลานกิจกรรมแบ่งปันประวัติศาสตร์ ท้องถิ่นศรีมโหสถ

ล่าสุดจัดกิจกรรมโครงการ "ดนตรีมีปัญญา" ให้เด็กๆ ในชุมชนร่วมกันฝึกร้องเพลงและเล่นดนตรี มีเนื้อหาเพลงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เพื่อให้เด็กๆ ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ และยังช่วยปลูกจิตสำนึกรักบ้านเกิด

น.ส.สมใจ วงษ์เทศ ผอ.มโหสถศาลา เล่าที่มาว่า แรงบันดาลใจในการสร้างมโหสถศาลา เกิดมาจากสุจิตต์ ที่ต้องการจะสร้างศูนย์การศึกษาทางเลือก ที่เป็นแหล่งเรียนรู้ของท้องถิ่น เพราะศรีมโหสถเป็นท้องถิ่นห่างไกลความเจริญ ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยว มีนักเรียนด้อยโอกาสทางการศึกษามากมาย สุจิตต์จึงตั้งใจจะสร้างห้องหนังสือ เพื่อเสริมจากห้องสมุดเฉลิม พระเกียรติราชกุมารี ที่อยู่ใกล้ๆ กัน

ภายในห้องหนังสือ จะรวบรวมประวัติศาสตร์เมืองมโหสถทั้งหมด และมีหนังสือสมัยใหม่ไว้ให้เด็กๆ ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ให้ทันโลก อีกทั้งยังจัดนิทรรศการตามความเหมาะสม และกิจกรรมเพื่อเติมเต็มโครงการต่างๆ ที่ทางหน่วยงานราชการไม่สามารถทำได้

ดัง "ดนตรีมีปัญญา" ที่ทางมโหสถศาลา ร่วมกับวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นโครงการเรียนฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

"มโหสถศาลาจะยังคงมีโครงการต่างๆ ต่อยอดเรื่อยๆ เพื่อสร้างโอกาสให้เด็กๆ ในชุมชน และเพื่อเผยแพร่ชุมชนให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น โดยหวังจะให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ เพิ่มรายได้ให้ชุมชนอีกด้วย" ผอ.มโหสถศาลา กล่าว

ด้าน นายพลธรายุทธ ทิพยุทธ ผู้ฝึกสอนและควบคุมโครงการ ร่วมเล่าว่า อบรมดนตรีทุกวันเสาร์ ในครั้งแรกมีนักเรียนประมาณ 40 คน ส่วนมากเป็นเด็กๆ ในชุมชน และพื้นที่ใกล้เคียง มีการเช็กชื่อ และทดสอบอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งตอนหลังเด็กบางคนติดภาระทางบ้าน ก็จะเหลือที่จบการอบรมจริงๆ 23 คน มีอายุตั้งแต่ 7 ขวบขึ้นไปจนถึงผู้ใหญ่ ส่วนอาจารย์ที่มาสอนก็จะเป็นนักศึกษาชั้นปี 4 จากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล

"น้องๆ ตั้งใจกันมาก มาเข้าเรียนก่อนเวลาตลอด เพราะตื่นเต้นกับลูกเล่นแปลกใหม่ที่ครูนำมาสอน เราต้องการจะจุดประกาย และเปิดโลกทัศน์ทางดนตรีให้เด็กๆ โครงการดนตรีมีปัญญาครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 1 เราหวังว่าจะต่อยอดโครงการนี้ไปอีก หากมีหน่วยงานอื่นมองเห็นประโยชน์จากโครงการนี้ เราก็ยินดีที่จะให้ความร่วมมือ เพื่อให้เยาวชนได้เห็นคุณค่าของดนตรีมากยิ่งขึ้น" อาจารย์พลธรายุทธ กล่าว

ไม่เฉพาะเยาวชนในท้องถิ่นเท่านั้นที่สนใจ แม้แต่หนุ่มสาวมหาวิทยาลัยก็มาร่วมเรียนด้วย นายณฤธัช ศรีงาม นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต บอกว่า เพื่อนแนะนำให้มาร่วมโครงการนี้ ก็เลยลองมาเรียนดู อีกส่วนหนึ่งที่เลือกมาเรียน เพราะเชื่อมั่นในฝีมือของผู้ฝึกสอน เพราะพวกพี่ๆ ดุริยางคศิลป์ทำมาหลายโครงการแล้ว ตอนแรกจะให้เลือกว่าจะอยากเรียนอะไร ก็อยากเล่นไปเสียทุกอย่าง แต่สุดท้ายก็ได้เลือกเล่นกลองชุด เพราะเป็นสิ่งที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน

รวมไปถึง น.ส.ปวีณา ธิราชัย นักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมเล่าว่า บ้านอยู่ อ.ศรีมโหสถ พอได้มาร่วมโครงการก็ทำให้กลับมาบ้านทุกอาทิตย์ ทางบ้านก็เห็นดีด้วย เพราะได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ จากที่ไม่เคยเล่นดนตรีเลย ตอนนี้ก็เล่นกลองชุดได้แล้ว ที่นี่อยู่ด้วยกันแบบพี่แบบน้อง มีความสนิทสนมกัน

ดนตรีมีปัญญา นอกจากความรู้ทางดนตรีแล้ว สิ่งสำคัญคือคนรุ่นใหม่จะได้เรียนรู้กับประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ที่การศึกษาในปัจจุบันละเลย

นายคมทัตต์ ตันติยมาศ นายอำเภอศรีมโหสถ ร่วมสะท้อนให้ฟังว่า ถือเป็นความโชคดีของชาวศรีมโหสถที่ได‰รับสิ่งดีมีประโยชน์มาสู่ชุมชน อย่างมโหสถศาลา ที่นำเรื่องราวประวัติศาสตร์ของ อ.ศรีมโหสถ มานำเสนอ เชื่อว่ามีบางเรื่องราว ที่คนรุ่นหลังยังไม่รู้ ทั้งยังมีกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็กๆ ในชุมชนใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์


หน้า 5 แหล่งข่าวข่าวสด

ย่ำทุ่งเสือโทน ยลศิลปะคลิตี้ล่าง

วิภาวี จุฬามณี



ชื่อ "คลิตี้ล่าง" หมู่บ้านชุมชนกะเหรี่ยงโปว์เล็กๆ ใน อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี มีที่มาจากคำว่า "คี่ถี่" ในภาษากะเหรี่ยง แปลว่า "เสือโทน" เนื่องจากในอดีตบริเวณนี้มีเสืออาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ว่ากันว่ามีเสือโทนขนาดใหญ่ตัวหนึ่ง มีรอยเท้าใหญ่เท่ากับรอยเท้าช้างเลยทีเดียว

ไม่ว่าตำนานที่เล่าต่อๆ กันมานี้จะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ แต่สภาพผืนป่าบริเวณนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวร และยังมีสภาพสมบูรณ์อยู่มาก จึงมีสัตว์ป่าขนาดใหญ่อาศัยอยู่จำนวนไม่น้อย

นอกจากผืนป่าอุดมสมบูรณ์แล้ว หมู่บ้านคลิตี้ล่าง ยังมี "ลำห้วยคลิตี้" ธารน้ำใสเย็น เสมือนสายโลหิตของคนทั้งหมู่บ้าน ชาวบ้านใช้ดื่ม ใช้อาบ กระทั่งเป็นแหล่งอาหารที่หล่อเลี้ยงคนคลิตี้ล่างมานานนับร้อยปี

จนเมื่อโรงแต่งแร่ตั้งขึ้นเหนือหมู่บ้าน สายน้ำจึงเปลี่ยนไป ชาวบ้านป่วยไข้เพราะพิษสารตะกั่วปนเปื้อน สัตว์เลี้ยงก็ตายลงทีละหลายๆ ตัว

นับแต่นั้นมา เสือโทนแห่งป่าตะวันตกก็เหมือนจะอ่อนกำลังลงทุกที

"คลิตี้ล่างเป็นหมู่บ้านที่น่าอยู่มาก มีความอบอุ่น สวยงาม แต่ความเลวร้ายคือ คนในเมืองกลับมาสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านที่นี่"

ฤทัยรัตน์ คำศรีจันทร์ หรือ อาจารย์ต้อยต้อย คณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร บ่นเสียดายเมื่อรับรู้ข่าวร้ายของหมู่บ้านอันสวยงามที่เห็นอยู่ตรงหน้า และบอกอีกว่า แม้จะเป็นครั้งแรกที่ได้มาเยือนหมู่บ้านคลิตี้ล่าง แต่ก็ยังสัมผัสได้ถึงรอยยิ้ม และมิตรไมตรีของคนที่นี่



ความรู้สึกคล้ายๆ กันนี้เกิดขึ้นกับนักศึกษา อาจารย์ และศิลปินอิสระคนอื่นๆ ที่ได้มาลงพื้นที่ใน "โครงการพัฒนาการสื่อสารเพื่อสุขภาวะชุมชนและสังคมที่เป็นธรรม ของหมู่บ้านคลิตี้" ซึ่ง สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มูลนิธิเพื่อนชนเผ่า มูลนิธิโลกสีเขียว โครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม ศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนา และ กลุ่มดินสอสี ร่วมกันจัดขึ้น โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

ภารกิจของเหล่าศิลปินในครั้งนี้ คือ เวิร์กช็อปศิลปะ ทั้งวาดภาพ ถ่ายภาพ หนังสั้น และละครชุมชน ให้เด็กและเยาวชนคลิตี้ล่าง โดยผสมผสานประเพณี และวัฒนธรรมของท้องถิ่นเข้าไว้ด้วย

แม้ระยะเวลาจัดกิจกรรมจะเป็นเพียงช่วงสั้นๆ แต่ผลงานศิลปะแต่ละชิ้นที่ออกมาล้วนน่าทึ่ง อาทิ ละครชุมชนที่ว่าด้วยความเดือดร้อนของชาวบ้านอันเป็นผลจากสารตะกั่ว ซึ่งได้พี่ๆ จากกลุ่มละครเพื่อการเรียนรู้บางเพลย์ เป็นพี่เลี้ยง เด็กๆ แต่ละคนแสดงอย่างตั้งอกตั้งใจ แม้บทพูดจะยาว แต่เจ้าหนูก็ท่องจำได้ไม่ผิดเพี้ยน

หรือหนังสั้นที่เด็กๆ มีส่วนร่วมทั้งการคิดประเด็น เขียนบท และถ่ายทำ ภายใต้การดูแลของ Thai Short Film และนิตยสารฟิ้ว ก็ทำออกมาได้อย่างน่ารักน่าชัง จนผู้ใหญ่หลายคนต้องปรบมือให้

"สิ่งที่เห็นจากหนังสั้นของเด็กๆ คือความใส ความซื่อของเขา ยกตัวอย่างเช่น เรื่องตามหาตัวตะกั่ว น้องๆ เขาคิดเรื่องเอง เขาเล่าให้ฟังว่า เขาไม่คิดว่าสารตะกั่วเป็นสารเคมี เขาคิดว่าเป็นสัตว์ เป็นตัวสีเงิน ตัวเล็กๆ เล็กมาก มองไม่เห็น มีตัวผู้กับตัวเมีย เลยอยากรู้ว่าคนในหมู่บ้านรู้จักตัวตะกั่วรึเปล่า"



"ครูแอน" นภสร ลิ้มไชยวัฒน์ อาจารย์พิเศษ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณทิตย์ ที่ลงมาทำเวิร์กช็อปหนังสั้นให้น้องๆ พูดถึงความประทับใจที่มีต่อผลงานหนังสั้น "ตามหาตัวตะกั่ว" ที่เด็กๆ ทำขึ้น โดยไปสัมภาษณ์ผู้ใหญ่ในหมู่บ้านว่ารู้จัก "ตัวตะกั่ว" หรือไม่

อีกเรื่องที่น่าสนใจคือหนังสั้น "คลิตี้น่าอยู่" ของ น้องทิพย์ ที่เจ้าตัวเลือกถ่ายหมู่บ้านคลิตี้ในมุมที่ตัวเองประทับใจ ทั้งสายหมอกบนยอดเขายามเช้า เด็กๆ กับน้ำตกที่ไหลผ่านหมู่บ้าน กระทั่งวงเล่นตะกร้อของวัยรุ่น ซึ่งเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ

"เด็กเขาเห็นว่ามันเป็นบ้าน นี่คือบ้านของเขา เขาอยากให้ข้อมูลที่สวยงาม เลยเลือกมุมที่เขารู้สึกประทับใจมา จะไม่เห็นปัญหาโดยตรง แต่ถ้าเรารู้เรื่องราวมาก่อน เราจะรู้ว่า ภาพที่เขาถ่ายเด็กเล่นน้ำ จริงๆ แล้วมันมีพิษที่ซ่อนอยู่ใต้นั้น"

ถามว่าจัดกิจ กรรมแบบนี้แล้วชาวบ้านจะได้อะไร ครูแอนตอบทันทีว่า อย่างน้อยก็เป็นเวทีให้เด็กได้แสดงออก ส่วนคนภายนอกที่รับสารนี้ จะเรียนรู้อะไรบ้างหรือไม่ ก็อยู่ที่มุมมองของแต่ละคน

"บางคนดูแล้วอาจบอกว่าน่ารักดี บางคนอาจจะรู้สึกสงสัยว่าที่นี่มีปัญหาหรือ แต่อย่างน้อยคนที่นี่ ก็มีพื้นที่ให้แสดงออกว่าเขามีมุมมองอย่างไร เขาอยู่กับปัญหานี้อย่างไร และคนดูจะได้รู้จักหมู่บ้านคลิตี้จากที่ไม่รู้จักเลย"

น่าสนใจว่า นอกจากศิลปินจะมาให้ความรู้แก่เด็กๆ ในชุมชนแล้ว สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า กลับเป็นสิ่งที่ชาวบ้านคลิตี้ล่างมอบให้ผู้มาเยือนจากต่างถิ่น

รศ.ฉันทิมา อ่องสุรักษ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมาในฐานะศิลปินอิสระ เล่าความประทับใจว่า มีโอกาสได้มาร่วมงานสงกรานต์กับชาวบ้านคลิตี้ล่าง ระหว่างที่นั่งอยู่ก็มีชาวบ้านเอาเหรียญที่จะทำบุญ มาถูที่แขนและหลัง

"ผมอยู่มา 60-70 ปี ไม่เคยเห็นอย่างนี้ ผมยกมือขอบคุณ เพราะเข้าใจว่าเขามาเผื่อแผ่บุญ เขามีไมตรีจิตมาก ทั้งๆ ที่ไม่รู้จักกัน ผมไม่เข้าใจว่ากิริยาที่เขาทำคืออะไร แต่ผมมีความสุขมาก นี่เป็นสิ่งตรงกันข้ามกับที่ได้รับรู้มาก่อนหน้า"

"ผมไปถามที่ร้านขายของชำ ว่าการเอาเงินมาถูแปลว่าอะไร เขาบอกว่าหมายถึงชาติหน้าขอให้ได้เจอกันอีก ผมรู้สึกขนลุก ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แบบนี้ มันหาอะไรมาอธิบายไม่ได้ ขณะเดียวกัน มันก็มีข้อมูลด้านมืดเกี่ยวกับความทุกข์ยากของผู้คน แม้เขาจะไม่เอามาเป็นอารมณ์ของเขามาก แต่ความทุกข์ยากก็ยังคงอยู่ และความรู้สึกทั้งหมดที่สัมผัสได้ ผมจะถ่ายทอดลงสู่ภาพวาดของผม"

ผลงานศิลปะของบรรดาศิลปิน และเยาวชนคลิตี้ล่าง จะเผยแพร่สู่บุคคลทั่วไป โดยจะจัดแสดงที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ในวันที่ 5-17 ก.ค.ที่จะถึงนี้

ทั้งหมดคือสิ่งที่ศิลปินและชาวกะเหรี่ยงแห่งทุ่งเสือโทน อยากจะบอกสู่สังคม


หน้า 5 แหแล่งข่าวข่าวสด